เดือน: พฤศจิกายน 2019

เริ่มต้นการใช้งาน Windows Server 2012 R2

เราจะเริ่มเรียนรู้จักหน้าจอและส่วนการทำงานต่างๆ บน Windows Server 2012 R2 การสลับเลือกไปใช้อินเทอร์เฟซในโหมดต่างๆ และการกำหนดคุณสมบัติพื้นฐานของเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะมีผลต่อการไปกำหนดค่าการทำงานอื่นๆ ต่อไป

อินเทอร์เฟซสไตล์ Metro

Metro เป็นรหัสพัฒนา User Interface ของ Windows 8 และ Windows Server platform ออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้กับ Desktop Apps หมายถึง แอพเดิมๆ ที่มีใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และแอพแบบใหม่ Metro Style Apps เพื่อใช้ในโหมดแท็บเล็ต (Tablet), จอสัมผัส (Touch screen) และรวมไปถึง ARM (Advanced RISC Machine) ซึ่งเป็นไมโครโปรเซสเซอร์ชนิดหนึ่งที่มีสถาปัตยกรรมแบบ RISC ถูกออกแบบให้นำไปใช้กับไมโครคอนโทรลเลอร์บนอุปกรณ์หลายชนิด เช่น โทรศัพท์มือถือ, ออร์แกไนเซอร์, โมเด็ม, กล้องถ่ายรูป และเครื่อง Workstation ระดับสูง

Metro Style จะมาพร้อมกับ API ตัวใหม่ที่เรียกว่า WinRT (Windows Runtiome) ซึ่งถือเป็น API ชุดใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Win32 และ .NET เลย ภาษาที่ใช้พัฒนา Metro Apps มีให้เลือก 3 แบบด้วยกันคือ

  1. HTML + JavaScript รันผ่านเอนจิน (Engine) จาวาสคริปต์ของ Internet Explorer (IE)
  2. XAML + C/C++ รับแบบ Native
  3. XAML + C#/VB รันผ่าน CLR ของ .NET

Windows Server 2012 R2 ได้แยกส่วนของ Start ที่อยู่รวมกับ Desktop ออกมาเป็นแอพพลิเคชันอีกตัวหนึ่ง มีหน้าที่เชื่อมต่อกับส่วนต่างๆ ทั้งฮาร์ดแวร์และแอพพลิเคชันอื่นๆ กลายเป็น Start Screen ในรูปแบบของ Metro Style (ยกเลิกการใช้ Start Menu ที่เคยใช้กันมานานร่วม 18 ปีตั้งแต่ Windows 95)

เริ่มต้นด้วย Start Screen

หลังจากที่เราได้ล็อกออนเข้า Windows Server แล้วให้กดคีย์ Windows ก็จะแสดงหน้า Start screen เป็นหน้าหลักในการใช้งาน Windows Server 2012 R2 ซึ่งแสดงแอพต่างๆ ในรูปแบบของกรอบสี่เหลี่ยม เรียกว่า ไทล์ (Tiles)

Tile (ไทล์) คือกรอบสี่เหลี่ยมแต่ละอันที่ใช้แสดงแอพ (Application) เปรียบได้กับไอคอนแบบเดิม ไทล์จะแสดงสัญลักษณ์ของแอพ สามารถคลิกเรียกใช้งานได้ และไทล์ของแอพยังสามารถบอกข้อมูล สถานะของตัวมันเองได้อีกด้วย เช่น ไทล์ของแอพ Weather ที่สามารถแสดงสภาพภูมิอากาศในเวลานั้น โดยที่ไทล์นั้นต้องติดตั้งจาก Windows store ก็จะมีการอัพเดตข้อมูลให้ทันสมัยเสมอ เช่น Weather แต่ถ้าไทล์ตัวนั้นไม่ได้ติดตั้งจาก Windows store ก็ไม่มีการอัพเดตข้อมูลใดๆ

ในไทล์แต่ละอันจะมีออพชันให้เลือกใช้งานได้อีก ด้วยการคลิกขวาตรงไทล์ที่ต้องการ จะแสดงออพชันด้านล่างมาให้เลือกใช้งาน (คล้ายการคลิกขวาที่ไอคอนนั้นๆ)

แบ็คอัพไฟล์ข้อมูลแบบอัตโนมือ

 

การแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่คุณควรทำอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะเสียเวลาไปบ้างกับการแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลด้วยวิธี Copy & Paste แต่การแยกเก็บไฟล์ข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่ และลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็จะช่วยให้การแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อแนะนำในการแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลมีรายละเอียดดังนี้

  • สร้างโฟลเดอร์เก็บข้อมูลแต่ละหมวดหมู่ เพื่อแยกไฟล์ข้อมูลให้เป็นสัดส่วนบนพาร์ทิชั่น หรือไดรฟ์ D ยกตัวอย่างเช่น My Desktop, My Documents, My Downloads, My Pictures, My Video, My Music, My Learning และอื่นๆ เป็นต้น
  • ย้ายไฟล์ข้อมูลในโปรไฟล์ (Profile) หรือส่วนอื่นๆ ของคุณ ซึ่งในโปรไฟล์ก็จะมีโฟลเดอร์สำคัญประกอบไปด้วย Desktop, Download, My Documents และ Favorites จากพาร์ทิชั่นหรือไดรฟ์ C ไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์ที่ถูกสร้างขึ้นบนไดรฟ์ D ตามหมวดหมู่ของไฟล์ข้อมูล ยกตัวอย่างเช่น ในโฟลเดอร์ หรือหน้า Desktop ให้ย้ายไฟล์ข้อมูลในโฟลเดอร์นี้ ไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์ My Desktop บนไดรฟ์ D เป็นต้น
  • อย่างไรก็ตามในขั้นตอนข้างต้น ถ้าหากคุณไม่ต้องการย้ายไฟล์ข้อมูลบนโฟลเดอร์เหล่านี้บ่อยๆ คุณสามารถเปลี่ยนตำแหน่งเก็บไฟล์ข้อมูล (Location) ของโฟลเดอร์ไปยังโฟลเดอร์บนไดร์ฟ D ได้ โดยเปิดโปรไฟล์ขึ้นมา ซึ่งโปรไฟล์จะถูกเก็บไว้ที่ C:\Users\ตามด้วยชื่อโปรไฟล์ของคุณ ในโฟลเดอร์โปรไฟล์ของคุณก็จะปรากฏโฟลเดอร์ต่างๆ ข้างต้น ยกตัวอย่างเช่น คุณต้องการเปลี่ยนตำแหน่งเก็บไฟล์ข้อมูลของโฟลเดอร์ Desktop ให้คลิกขวาที่โฟลเดอร์ Desktop และคลิกเลือกเมนู Properties ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Desktop Properties ให้คลิกแท็บ Location จากนั้นคลิกปุ่ม Move และเลือกโฟลเดอร์เก็บไฟล์ข้อมูลบนไดรฟ์ D เมื่อกำหนดโฟลเดอร์เก็บไฟล์ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกปุ่ม Apply และ OK ตามลำดับ เพียงเท่านี้ไฟล์ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในหน้า Desktop ก็จะถูกย้ายไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์บนไดรฟ์ D ตามที่เราต้องการ
  • แบ็คอัพไฟล์ข้อมูลจากโฟลเดอร์ที่เก็บไว้ในไดรฟ์ D ไปยังฮาร์ดดิสก์แบบพกพา หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูลอื่นๆ ที่คุณต้องการ เก็บรักษาง่าย และนำมาใช้ได้สะดวก หรือสามารถนำมาใช้ได้ทันทีที่เกิดปัญหากลับฮาร์ดดิสก์ลูกเก่า และเพื่อให้ไฟล์ข้อมูลมมีความปลอดภัยมากที่สุด แนะนำให้คุณแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลไปยังฮาร์ดดิสก์ หรืออุปกรณ์ที่คุณต้องการ หลายๆ อัน เพื่อเป็น Spare ไว้ใช้อีกชั้นหนึ่ง

คำศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 

active partition

ส่วนของฮาร์ดดิสก์ที่เก็บระบบปฏิบัติการ และจะดึงเข้าไปไว้ในหน่วยความจำ เพื่อเริ่มทำงานตอนเปิดเครื่อง คุณสามารถจะติดตั้งระบบปฏิบัติการ 2 ตัวไว้บนฮาร์ดดิสก์เดียวกันได้ แต่ต้องแยกพื้นที่หรือแบ่งพาร์ติชั่นกัน และมีพาร์ติชั่นที่ทำงานอยู่ได้เพียงพาร์ติชั่นเดียว การเปลี่ยนพาร์ติชั่นระหว่างดอสกับระบบปฏิบัติการอื่นๆ ทำได้โดยใช้คำสั่ง FDISK ของดอส

 

Active Server Page

ใช้คำย่อว่า ASP, เว็บเพจที่บรรจุโค้ดโปรแกรมซึ่งเขียนด้วย VBScript หรือ JScript พัฒนาโดยไมโครซอฟท์, เป็นสคริปต์ที่ทำงานอยู่บนเซิร์ฟเวอร์, APS นั้นมีหัวใจอยู่ที่ออบเจ็กต์หรือคอมโพเนนต์ ซึ่งมีทั้งออบเจ็กต์มาตรฐานของ IIS (Internet Information Server) และคอมโพเนนต์ของ Windows Server

 

active window

ช่องหน้าต่างใช้งาน, ในระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมอื่นๆ ที่แสดงช่องหน้าต่างบนจอภาพได้หลายๆ ช่องพร้อมกัน ช่องหน้าต่างบนจอภาพที่ใช้งานอยู่ขณะนั้นคือ ช่องหน้าต่างที่มีเคอร์เซอร์อยู่และแถบบอกชื่อช่องหน้าต่างจะมีสีต่างไปจากช่องหน้าต่างที่ไม่ได้ใช้งาน หรือมีกรอบสว่างกว่าช่องอื่น ช่องหน้าต่างที่ใช้งานและติดต่อกับผู้ใช้งานโดยได้รับอินพุต เช่น แป้นพิมพ์หรือเมาส์จากผู้ใช้มีได้ครั้งละช่องเดียว แม้ว่าจะมีช่องหน้าต่างหลายๆ ช่องบนจอภาพก็ตาม

 

Application

ระบบงาน, โปรแกรมซึ่งทำหน้าที่ช่วยผู้ใช้งานเพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง

 

คำที่มักนำมาประกอบกับคำว่า Program เป็นคำใหม่ คือ Application Program หรือนิยมเรียกว่า โปรแกรมประยุกต์ หรือเป็นอีกชื่อหนึ่งของโปรแกรมที่มักจะออกแบบเฉพาะงาน ได้แก่ เวิร์ดโปรเซสเซอร์ สเปรดชีต ฐานข้อมูล

คำว่า ระบบงาน หมายถึง สิ่งที่ทำให้งานเสร็จหรือเป็นไปตามเป้าหมายขณะที่บางคนรู้สึกกับคำว่าโปรแกรมเหมือนกับงานที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ โดยทั่วไปโปรแกรมระบบงานจะแตกต่างจากซอฟต์แวร์ระบบ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ระบบ ได้แก่ ระบบปฏิบัติการที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ โปรแกรมเอื้อประโยชน์ต่อระบบ เช่น โปรแกรมที่ทำหน้าที่เก็บสำรองข้อมูล หรือโปรแกรมที่นำแฟ้มที่ลบไปแล้วกลับมาใช้งาน และภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใช้เพื่อสร้างระบบงานใหม่

 

API

ย่อมาจาก Application Program Interface, เป็นข้อกำหนดที่ให้โปรแกรมประยุกต์เชื่อมต่อกับโปรแกรมประยุกต์อื่น หรือเชื่อมการทำงานเข้ากับระบบปฏิบัติการ หรือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยทำให้การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดูง่ายกว่าความเป็นจริง API จะกำหนดวิธีการทำงานมาตรฐานของโปรแกรมกับเมนูแบบดึงลง กรอบแสดงการโต้ตอบและช่องหน้าต่าง ตัวอย่างการใช้ API ได้แก่ ไมโครซอฟต์วินโดวส์ โอเอส/ทู และแมคอินทอช